วัน พฤหัสบดี ที่ 9 กันยายน 2553    
หน้าหลัก
แนะนำ
บทความ
ข่าวสาร
แฟ้มภาพข่าว
ศาสนพิธีต่าง ๆ
ประวัติพระสงฆ์ไทย
Multimedia
รวมลิงค์
 
วัดอรุณราชวราราม
 
วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
 
วัดบุปผาราม
 
วัดราชาธิวาสวิหาร
 
พลังจิต.com
 
ธรรมะไทย
 

 

ศาสนพิธีต่างๆ

 

พิธีรักษาอุโบสถ

พิธีรักษาอุโบสถ 

ทำความเข้าใจกับความหมายของ อุโบสถ และพิธีรักษาอุโบสถ ที่ถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา

อุโบสถ คือ การเข้าจำ หมายถึง การจำศีล เป็นอุบายขัดเกลากิเลสอย่างหยาบให้เบาบางลง และเป็นทางแห่งความสงบระงับ อันเป็นความสุขอย่างสูงสุดในพระพุทธศาสนา เป็นชื่อของกุศลกรรมอันสำคัญประการหนึ่งของคฤหัสถ์
     อุโบสถของคฤหัสถ์ หมายความว่า การจำศีล คือ การักษาศีลในวันกึ่งปักษ์ วันกลางเดือน และวันที่สุดแห่งเดือน (ขึ้น ๘ ค่ำ, ขึ้น ๑๕ ค่ำ, แรม ๘ ค่ำ,และ แรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ)
อุโบสถ หรือการรักษาอุโบสถ มีอยู่ ๒ อย่าง คือ
     ๑.ปกติอุโบสถ ได้แก่อุโบสถที่รักษากันตามปกติเฉพาะวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง อย่างที่อุบาสกอุบาสิการักษากันอยู่ในวันอุโบสถทุกวันนี้
     ๒.ปฏิชาครอุโบสถ ได้แก่ อุโบสถที่รักษากันเป็นพิเศษกว่าปกติ คือ รักษากันคราวละ ๓ วัน จัดเป็นวันรับวันหนึ่ง วันรักษาวันหนึ่ง และวันส่งวันหนึ่ง เช่น จะรักษาอุโบสถในวัน ๘ ค่ำ จะต้องรับและรักษาศีลตั้งแต่วัน ๗ ค่ำ ตลอดไปจนถึงที่สุดของวัน ๙ ค่ำ คือได้รับอรุณใหม่ของวัน ๑๐ ค่ำนั่นเองจึงหยุดรักษา
     คำประกาศองค์อุโบสถ
     อัชชะ โภนโต ปักขัสสะ อัฏฐะมีทิวะโส เอวะรูโป โข โภนโต ทิวะโส,เอวะรูโป โข โภนโต ทิวะโส พุทเธนะ ภะคะวะตา ปัญญัตตัสสะ ธัมมัสสะวะนัสสะ เจวะ ตะทัตถายะ อุปาสะกะอุปาสิกานัง อุโปสะถัสสะ จะ กาโล โหติ, หันทะ มะยัง โภนโต สัพเพ อิธะสะมาคะตา ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมานุธัมมะปะฏิปัตติยา ปูชะนัตถายะ อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโบสะถัง อุปะวะปสิสสามาติ กาละปะริจเฉทัง กัตวา ตัง ตัง เวระมะณิง อารัมมะณัง กะริตวา อาวิกขิตตะจิตตา หุตวา สักกัจจัง อุโปสะถัง สะมาทิเยยยามะ อีทิสัง หิ อุโปสะถัง สัมปัตตานัง อัมหากัง ชีวิตัง มา นิรัตถะกัง โหตุ
     คำแปล
     ขอประกาศเริ่มเรื่องความที่จะสมาทานร้กษาอุโบสถ อันพร้อมไปด้วยองค์แปดประการ ให้สาธุชนที่ได้ตั้งจิตสมาทานทราบทั่วกันก่อน แต่สมาทาน ณ บัดนี้ ด้วยวันนี้เป็นวันอัฏฐะมีดีถีที่แปด (ถ้าวันพระ ๑๕ ค่ำว่า วันปัณณะระสีดีถีที่สิบห้า ๑๔ ค่ำว่า วันจาตุททะสีดีถีที่สิบสี่) แห่งปักษ์มาถึงแล้ว ก็แหละวันเช่นนี้ เป็นกาลที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแต่งตั้งไว้ให้ประชุมกันฟังธรรมและเป็นกาบที่จะรักษาอุโบสถของ อุบาสกอุบาสิกา ทั้งหลายเพื่อประโยชน์แก่การฟังธรรมนั้นด้วย เชิญเถิดเราทั้งหลายทั้งปวงที่ได้มาประชุมพร้อมกัน ณ ที่นี้ พึงกำหนดกาลว่าจะรักษาอุศดสบสถตลอดวันหนึ่งกับคืนหนึ่งนี้ แล้วถังทำความเว้นโทษนั้น ๆ เป็นอารมณ์ คือ -เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑ -เว้นจากลักฉ้อสิ่งที่เจ้าของเขาไม่ให้ ๑ -เว้นจากประพฤติกรรมที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ๑ -เว้นจากเจรจาคำเท็จล่อลวงผู้อื่น ๑ -เว้นจากดื่มสุราเมรัยอันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความประมาท ๑ -เว้นจากบริโภคอาหารตั้งแต่เวลาพระอาทิตย์เที่ยงแล้วไปจนถึงเวลาอรุณขึ้นมาใหม่๑ -เว้นจากฟ้อนรำขับร้องและประโคมเครื่องดนตรีต่าง ๆ แต่บรรดาที่เป็นข้าศึกแก่ บุญกุศลทั้งสิ้น และทัดทรงประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม เครื่องประดับเครื่องทาเครื่องย้อม ผัดผิวทำกายให้วิจิตรงดงามต่าง ๆ อันเป็นเหตุที่ตั้งแห่งความกำหนัดยินดี ๑ -เว้นจากนั่งนอนเหนือเตียงตั่งม้าที่มีเท้าสูงเกินประมาณ และที่นั่งที่นอนใหญ่ ภายในมีนุ่นและสำลี และเครื่องปูลาดที่วิจิตรด้วยเงินและทองต่าง ๆ ๑ อย่าให้มีจิตฟุ้งซ่านส่งไปอื่น พึงสมาทานเอาองค์อุโบสถทั้งแปดประการโดยเคารพ เพื่อจะบูชาสมเด็จพระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้านั้น ด้วยธรรมมานุธรรมปฏิบัติ อนึ่ง ชีวิตของเราทั้งหลายที่ได้เป็นอยู่รอดมาถึงวันอุโบสถเช่นนี้ จงอย่าได้ล่วงไปเสียเปล่าจากประโยชน์เลย
เมื่อหัวหน้าประกาศจบแล้ว อุบาสกอุบาสิกาพึงนั่งคุกเข่ากราบพร้อมกัน ๓ ครั้งแล้วกล่าวคำอาราธนาอุโบสถศีลพร้อมกันว่าดังนี้


คำอาราธนาธรรมพิเศษ

จาตุททะสี ปัณณะระสี ยา จะ ปักขัสสะ อัฏฐะมี
กาลา พุทเธนะ ปัญญัตตา สัทธัมมัสสะวะนัสสิ เม
อัฏฐะมี โข อะยันทานิ สัมปัตตา อะภิลักขิตา
เตนายัง ปะริสา ธัมมัง โสตุง อิธะ สะมาคะตา
สาธุ อัยโย ภิกขุสังโฆ กะโรตุ ธัมมะเทสะนัง
อะยัญจะ ปะริสา สัพพา อัฏฐิกัตฺวา สุณาตุ ตันติ ฯ
หมายเหตุ.-
ถ้าเป็นวันขึ้นหรือแรม ๑๕ ค่ำ ให้เปลี่ยน อัฏฐะมี เป็น ปัณณะระสี,
ถ้าเป็นวันแรม ๑๔ ค่ำ ให้เปลี่ยน อัฏฐะมี เป็น จาตุททะสี
นอกนั้นเหมือนกันหมด
เสร็จแล้วพึงตั้งใจรับฟังพระธรรมเทศนาด้วยความเคารพจนกระทั่งจบ เมื่อฟังธรรมจบแล้วพึงให้สาธุการและสวดประกาศตนเป็นอุบาสกอุบาสิกาพร้อมกัน ดังต่อไปนี้ว่า.-
    

คำสวดประกาศตน
    
สาธุ สาธุ สาธุ อะหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต (หญิงว่า คะตา)
อุปาสะกัตตัง (หญิงว่า อุปาสิกัตตัง) เทเสสิง ภิกขุสังฆัสสะ สัมมุขา
เอตัง เม สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะเย
ยะถาพะลัง จะเรยยาหัง สัมมาสัมพุทธะสาสะนัง
ทุกขะนิสสะระณัสเสวะ ภาคี อัสสัง(หญิงว่า ภาคินิสสัง)อะนาคะเตฯ
คำขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัย
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
ธัมโม ปะฏิคคัณหะติ อัจจะยันตัง
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม
กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา
สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง
สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง
กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ ฯ
คำลาพระเพื่อกลับบ้าน
ในวันนั้น ถ้าผู้รักษาอุโบสถศีลมีความประสงค์จะกลับบ้าน พึงกล่าวคำลาพระกลับบ้านต่อหน้าพระสงฆ์ดังนี้


คำอาราธนาอุโบสถศีล 

มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ,
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ,
ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต, ติสะระเณนะ สะหะ, อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, อุโปสะถัง ยาจามะ,
ต่อจากนี้ ควรตั้งใจรับสรณคมน์และศีลโดยเคารพ คือประนมมือ ว่าตามคำที่พระสงฆ์บอกเป็นตอน ๆ ว่า
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
เมื่อพระสงฆ์กล่าวว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ผู้รับศีลพึงรับว่า “อามะ ภันเต” แล้วตั้งใจสมาทานศีลตามที่พระท่านนำให้กล่าวสมาทานต่อไปดังนี้.-
     ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง,
อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ
(หยุดรับเพียงเท่านี้)
ต่อจากนี้ พระสงฆ์จะกล่าวว่า
     อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ อุโปสะถะสีละวะเสนะ สะธุกัง กัตฺวา อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ
(ผู้รับศีลพึงรับพร้อมกันว่า ) อามะ ภันเต
(เสร็จแล้วพระสงฆ์จะกล่าวต่อไปว่า)
สีเลนะ สุคะติง ยันติ, สีเลนะ โภคะสัมปะทา
สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย
ผู้รับศีลพึงกล่าวพร้อมกันว่า “สาธุ ภันเต” และกราบ๓ ครั้ง แล้วนั่งราบพับเพียบประนมมือ ถ้ามีการฟังธรรมต่อจากนี้ก็พึงอาราธนาธรรมพร่อมกันดังนี้

 

 
เลขที่ ๑๔๗ ถนนราชวิถี แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ๑๐๓๐๐ โทร. 0-2243-5227
Copyright ©2004. All rights reserved.If you have comment please contact to webmaster Email : webmaster@rajpha.org