ข้อสังเกตต่อความคิดหลังตะวันตก (Post-Western Society) ของธีรยุทธ บุญมี
ประวิตร โรจนพฤกษ์
...
“ชาวตะวันตกสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น ในขณะที่เราพบกับอารยะที่ศิวิไลกว่า จึงต้องยอมจำนนและละทิ้งเส้นเดินทางที่เราอุตส่าห์ก้าวมาเป็นเวลาหลายพันปี…หากเราอยู่กับตัวเราเอง เราอาจเดินก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเชื่องช้า แต่ก็มิได้หมายความว่าวันหนึ่งเราจะไม่สามารถค้นพบสิ่งที่จะมาทดแทนวิทยุ หรือเรือบินของตะวันตก”
จูนิชิโร่ ทานิซากิ (ค.ศ. ๑๘๘๖ - ๑๙๖๕)
หน้า ๑๘ ใน “In Praise of Shadows”
ความคิดเรื่องสังคมโพสต์เวสเทิร์นฟังดูโก้ อ่านแล้วรู้สึกราวกับว่าในไม่ช้าสังคมไทยจะสามารถปลดแอกทางปัญญาจากวัฒนธรรมตะวันตกได้ การที่คนไทยชอบตามก้นฝรั่งอย่างเปลือกๆ และฉาบฉวย (ความคิดหลงตะวันตก) ตั้งแต่สมัย ร.๕ นั้นเห็นได้ชัดเจนหลายมิติทั่วสังคมไทย หากทว่าการค้นหาเส้นทางใหม่ของสังคมไทยนั้นไม่ง่าย และเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญยิ่งอันหนึ่งของสังคม
ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาทางภาคทฤษฎีและปฏิบัติของ concept เรื่อง Post–Western Society ดังนี้
๑) แท้จริงแล้วสังคมไทยในปัจจุบันเป็นตะวันตกเพียงไร
สังคมไทยปัจจุบันมีความเป็นตะวันตกอย่างจริงแท้มากน้อยเพียงไร หรือเป็นเพียงทาสตะวันตกแต่ในมิติที่ฉาบฉวยแต่เปลือกนอก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ตึกรามบ้านช่อง ระบบการศึกษาแบบให้ปริญญาประดับ
ในขณะที่ระบบอุปถัมภ์ ระบบอาวุโส การเล่นพรรคเล่นพวก การขาดซึ่งวัฒนธรรมวิพากษ์วิจารณ์ ขาดซึ่งความเคารพในหลักประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน เป็นลักษณะที่แท้จริงของสังคมไทยปัจจุบัน
ในขณะเดียวกันสังคมไทยก็ยังไม่เคยผ่านการปฏิวัติทางปัญญาและศาสนาอย่างแท้จริง
โจทย์น่าจะอยู่ที่ว่าคนไทยน่าจะพยายามเรียนรู้ให้เท่าทันตะวันตกอย่างถึงแก่น และก้าวข้ามข้อจำกัดรวมถึงอคติของตะวันตก
๒) ปัญหาว่าสังคมไทยควรรับหรือไม่รับอะไรของตะวันตก
ปัญหาทางปฏิบัติที่ยากลำบากและมิอาจคิดแทนกันได้ ได้แก่ โจทย์ที่ว่าปัจเจกแต่ละคนในไทยจะ (และควร) เลือกรับหรือไม่รับอะไรที่เป็นตะวันตก และจำเป็นต้องเลือกเหมือนๆ กันไหม
เราควรจะโยนทิ้งความคิดเรื่อง ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน วัฒนธรรมการวิพาษ์วิจารณ์ ความเท่าเทียมกันในฐานะประชาชน หรือเลิกเรียนรู้ตรรกะนิยมหรือไม่
แล้ววิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีตะวันตกจะรับไหม ควรรับ GMOs หรือโคลนนิ่งด้วยหรือเปล่า
หากเลิกเรียนในมหาวิทยาลัยจะเป็นโพสต์เวสเทิร์นไหม หากยังแต่งตัวแบบฝรั่งและเขียนหนังสือแบบฝรั่ง จะถือว่าเป็นโพสต์เวสเทิร์นได้หรือไม่
การไปหลงตามวัฒนธรรมอื่นแทนวัฒนธรรมตะวันตกแตกต่างจากกันอย่างไร
ท้ายสุดแล้วผู้ใดก็ตามที่คิดที่จะวิพากษ์ความคิดสังคมหลังตะวันตกจำต้องมีพื้นฐานความเข้าใจปรัชญา องค์ความรู้ รวมทั้งพัฒนาการของสังคมตะวันตกอย่างดีในระดับหนึ่งเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว คงต้องตกอยู่ในสภาพผู้ตามทางปัญญา รอคอยให้นักปราชญ์ไทยอ่านย่อยหนังสือและทฤษฏีตะวันตกให้อ่านให้ฟังแต่ถ่ายเดียว (ในหนังสือโพสต์เวสเทิร์น ธีรยุทธ อ้างเอกสารและหนังสือภาษาอังกฤษรวม ๓๓ รายการ ในขณะที่ภาษาไทยมีเพียงรายการเดียว และวิธีเขียนของธีรยุทธก็เป็นแบบตะวันตก) ดุจดั่งผู้เชื่อมั่นในองค์ศาสดา ที่มีบทบาทเป็นปัญญาชนสาธารณะ (public intellertual๑) ซึ่งเป็นตะวันตก แถมคิดแบบชาตินิยม ซึ่งก็เป็นตะวันตก
๓) เรียนรู้จากการปรับตัวของสังคมเพื่อนบ้าน
เราควรเรียนรู้ประสบการณ์ทั้งความสำเร็จและล้มเหลว ของความพยายามผสานความเป็นตะวันตกกับตะวันออกของสังคมอย่างญี่ปุ่นและอินเดีย
เราอาจลองเรียนรู้เรื่องปลีกย่อย เช่น สุนทรียะของความงามสงัดแบบไม่สมบูรณ์ของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Wabi Sabi ซึ่งได้รับการฟูมฟักและฟื้นฟูให้คงต่างจากความงามอย่างสดใสสมบูรณ์อย่างตะวันตกกระแสหลัก (อ่านเพิ่มเติมได้จากงานเขียนของโอกากูระ [Okakura Kakuzo] ในหนังสือ “The Book of Tea” และจูนิชิโร่ ทานิซากิ [Junichiro Tanizaki] ใน “In Praise of Shadows” )
๔) ข้อสังเกตว่าด้วยการเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรม
หากเรายอมรับและเคารพว่าทุกสังคมมีคุณค่าทางวัฒนธรรมเท่ากัน เราควรจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อ สังคมเผด็จการพม่า สิงคโปร์ จีน สังคมนาซีเยอรมัน หรือจักรวรรดินิยมอเมริกาในปัจจุบัน
เราควรยอมรับสภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่มีการโกงกิน เอารัดเอาเปรียบทางชนชั้นอย่างกว้างขวางและสังคม ที่ลูกหลานคนจนจำนวนมากต้องเติบโต โดยมีโอกาสน้อยนิดและส่วนใหญ่ต้องไปเป็นคนงานโรงงานที่ต่อต้านสิทธิในการตั้งสหภาพ หรือไปเป็นคนใช้และโสเภณี โดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลงหรือไม่
หากเรายอมรับได้ เราก็คงยอมรับโลกที่กำลังถูกครอบงำโดยอเมริกา และบรรษัทข้ามชาติได้ด้วยใช่หรือไม่ (ผู้เขียนขอออกตัวว่ามิได้เห็นชอบ และคงไม่สามารถเคารพการครอบงำของอเมริกา หรือบรรษัทข้ามชาติในนามของการเคารพความหลากหลายได้)
คำถามสำคัญอันหนึ่งคือ คำถามที่ว่าทำไมทุกวัฒนธรรมจึงจำเป็นต้องมีค่าเท่าเทียมกัน หรือว่าความเชื่อที่ว่าทุกวัฒนธรรมมีค่าเสมอกัน เป็นเพียงมุมมองของสมาชิกกลุ่มหนึ่งในสังคม (โดยเฉพาะสังคมตะวันตกยุครู้สึกบาปกับการละเมิดไล่ล่าอาณานิคมทางตรงในอดีต และทางอ้อมซึ่งรวมถึงความพยามยามผูกขาดทางปัญญา การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในปัจจุบัน) ที่ต้องการยืนยันที่จะ “เชื่อ” เรื่องความเท่าเทียมเพื่อความถูกต้องทางโวหารทางการเมือง (political correctness)
ในทางตรงกันข้าม ความเชื่อเรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางวัฒนธรรม ก็เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางวัฒนธรรมใช่หรือไม่
แล้วถึงแม้การยอมรับความเท่าเทียมทางศิลปะ๒ อาจทำได้ง่ายในระดับเปลือก แต่เราจะทำอย่างไรกับความไม่เท่าเทียมทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งหนังสือและตำราวิชาการต่างๆ
อย่างไรก็ตามการยกย่องว่าพระพุทธรูปไทยมีคุณค่าทางศิลป์เทียบเท่ารูปปั้นตะวันตก หรือไม้แกะสลักชนเผ่าอาฟริกา ก็ยังเป็นการยัดเยียดความคิด (concept) เรื่องศิลปะตะวันตกที่ถูกรังสรรค์โดยปัจเจกศิลปินที่มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยเรเนซองค์ (Renaissance)
๕) เส้นแบ่งอันลื่นไหลไม่คงที่ระหว่างตะวันตกกับตะวันออก
สังคมตะวันตกเมื่อ ๖๐๐ ปีที่แล้วต่างจากปัจจุบัน แถมเส้นแบ่งว่าอะไรเป็นตะวันตกไม่เป็นตะวันตก ก็ไม่คงที่ในเมื่อความเป็นตะวันตกหรือตะวันออก ไม่อยู่นิ่งแช่แข็ง แถมเส้นแบ่งยังเป็นเส้นสมมติ (ขอยกตัวอย่างคำว่าอุษาคเนย์ หรือ Southeast Asia ซึ่งมีอายุไม่ถึง ๕๐ ปี) สังคมโพสต์เวสเทิร์นแท้จริงจึงควรเป็น Post-Western ของยุคไหน ของ ค.ศ. ๒๐๐๓ หรือ Post–Western ของยุคโมเดิร์นตะวันตก หรืออย่างอื่น
ในความเป็นตะวันตกใน พ.ศ. ๒๕๔๖ หรือปัจจุบันนั้น มีความเป็นตะวันออกอยู่มิน้อย ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี (เช่นการผลิตกระเบื้องดินเผาที่ยังเรียกว่า China ware ในภาษาอังกฤษ) การดื่มชา กาแฟ พัฒนาการของอาวุธเช่นระเบิด ฯลฯ
จริงอยู่กระแสหลักกระแสหนึ่งในตะวันตกมองตะวันออกว่าเป็นสังคมล้าหลัง ด้อยทางจริยธรรมและไม่สามารถพึ่งตนเองได้อย่างที่เรียกว่า โอเรียนทัลลิสซึ่ม (Orientalism) แต่อีกกระแสหนึ่งในตะวันตกก็ขะมักขเม้นกับการเรียนรู้ศาสตร์และศาสนา เช่น พุทธศาสนา (โดยเฉพาะนิกายเซนและวัชรยานแบบธิเบต) ศาสตร์ฮวงจุ้ย โยคะ ลัทธิเต๋า อายุรเวชศาสตร์ รวมถึงการเรียนรู้ผสมผสานการทำอาหารแบบไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย หรือแม้แต่การฟังเพลงของระวี ชังการ์ การอ่านการ์ตูนอานิเมะของญี่ปุ่น ร้องเพลงคาราโอเกะ ฯลฯ
ในเมื่อสิ่งเหล่านี้กำลังถูกซึมซับเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมตะวันตก เราจะจับจุดแบ่งตะวันตกจากตะวันออกอย่างขาดสะบั้นได้อย่างไร๓ แล้วมันเหมาะมันควรแล้วหรือ ?
ในขณะเดียวกัน เราควรมีท่าทีอย่างไรต่อลูกผสมทางวัฒนธรรม (hybrid , creol) และทางศาสนา (syncretic) ไม่ว่าจะเป็นอาหารญี่ปุ่น เช่น แคลิฟอร์เนียร์ มากิ เครื่องชามจีนลายคราม (ที่ดัดแปลงลวดลายมาจากเปอร์เซียและใช้โคบอล์ทให้สีน้ำเงินใต้ผิวเคลือบตามอย่างเปอร์เซีย) หรือพุทธศาสนาประยุกต์เพื่อสังคมตะวันตกปัจจุบันอย่างของ ติช นัท ฮันท์ หรืองานของฟริตจ้อฟ คาปร้า
๖) ข้อสังเกตต่อเส้นทางอนาคตของสังคมไทย
ผู้เขียนเห็นว่าเราคงจะหลีกเลี่ยงที่จะเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจเท่าทัน และพยายามก้าวข้าม (transcend) ตะวันตกมิได้ มิควรกระทำอย่างเซื่องๆ (ควรตั้งคำถามว่าทำไมประชาธิปไตยหรือเรื่องสิทธิมนุษยชนในไทยและแม้แต่ในอเมริกาจึงยังไปได้ไม่ถึงไหน ไม่ควรพอใจกับการท่องคำขวัญ concept เหล่านี้อย่างนกแก้วนกขุนทอง) ในขณะเดียวกัน เราก็ควรเรียนรู้จากวัฒนธรรมอื่นๆ มากกว่าที่เป็นอยู่
ธีรยุทธเขียนไว้ถูกต้องตรงที่ว่า ตะวันตกได้ครอบงำไปถึงแม้กระทั่งความฝันและความคิดทางสุนทรียะว่าอะไรงามมิงาม แต่ถึงแม้ว่าเราจะตระหนักว่ากำลังถูกครอบงำอยู่ นั่นก็มิได้หมายความว่าเราจะสลัดการครอบงำของอคติทางวัฒนธรรมตะวันตกออกได้อย่างง่ายดาย (หากมิเชื่อก็ลองนุ่งโจงกระเบนแทนสูทไปทำงานดู แล้วจะรู้ว่าหากผู้อื่นมิคิดว่าคุณเพี้ยนก็คงคิดว่าคุณเป็นสาวกของ ส.ศิวรักษ์ เป็นแน่แท้)
อาการติดเปลือกตะวันตกแบบโงหัวไม่ขึ้นนั้นคล้ายกับการติดยา ติดบุหรี่ ซึ่งผู้ติดอาจรู้ว่ามันไม่ดีด้วยตรรกะ แต่ก็อดเสพย์และชื่นชมมันต่อไปมิได้ เพราะก็เห็นคนอื่นรอบๆ ตนติดเหมือนกัน
หากมองให้ดีเราจะเห็นว่าตั้งแต่รัชสมัยพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นต้นมา ชนชั้นนำสยาม (และรวมถึงชนชั้นกลางในปัจจุบัน) ได้ลอกเลียนและรับความเป็นตะวันตกเพื่อสร้างความศิวิไลที่เหนือกว่าไพร่ โดยที่ตนมิได้รู้สึกว่าเป็นทาสตะวันตก (ดูรายละเอียดได้จากหนังสือของ Maurizio Peleggi ชื่อ “Lords of Things” )
ในแง่นี้แล้วเราไม่สามารถขบคิดเรื่องสังคมหลังตะวันตกโดยทำเป็นมองไม่เห็นความสลับซับซ้อนของการเมืองเรื่องชุมชน ความต่าง และอัตลักษณ์ (ดูความคิดเรื่อง social distionction ได้จากหนังสือของ Bourdier ชื่อ “Distinction” ) เพราะวัฒนธรรมความรู้นั้นมิได้คงอยู่ลอยๆ ในสูญญากาศ หากมีความพัวพันอย่างลึกซึ้งกับเรื่องอำนาจเศรษฐกิจ ชนชั้นและอัตลักษณ์
ขอยกตัวอย่างของคำว่า “เด็กนอก” หรือ “เด็กจบนอก” ซึ่งมีนัยยะว่าคนผู้นั้นได้รับการศึกษาที่ดีและเหนือกว่าเด็กจบในประเทศ หากจะจริงอย่างที่ว่าหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่อง๔
ในขณะเดียวกัน ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เกิดปรากฎการณ์แห่งอาการหวลหาวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมในจินตนาการในหมู่ชนชั้นนำผู้มีการศึกษา และคนรวยใหม่จำนวนหนึ่งที่ชอบปลูกเรือนไทย หรือสะสมของที่ตนเชื่อว่าเป็นไทยแท้ๆ เช่น เครื่องชามสังคโลกอายุ ๖๐๐ ปี ภาพวาดบนสมุดข่อย พระพุทธรูปโบราณ ฯลฯ
ในขณะที่ชนชั้นกลางจำนวนมิน้อยยังพยายามเข้าหาเลียนแบบความเป็นฝรั่งแบบอเมริกัน ยังคงแสวงหาที่อยู่อาศัยแบบฝรั่งกำมะลอ หาซื้อเก้าอี้หลุยส์ หรือ retro ดูเหมือนว่าต่างกลุ่มต่างมีเหตุผลในการดื่มด่ำความเป็นไทย หรือความเป็นตะวันตกในจินตนาการตน และเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นการเมืองทางอัตลักษณ์และชนชั้น
ในแง่นี้การสร้างความเป็นไทยหรือไทยประยุกต์ สามารถกลายเป็นการสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่าในยุคสมัยปัจจุบันซึ่งความเป็นตะวันตกอย่างเปลือกๆ และฉาบฉวยมีให้เห็นอยู่ทั่วไปอย่างดาษดื่น
ความคิดข้อเสนอของธีรยุทธ ดูเหมือนจะมิได้ให้ความสำคัญต่อปัจจัยอันสลับซับซ้อนภายในสังคมไทยเรื่องการเมืองของอัตลักษณ์ และความต่างไว้เลยจึงทำให้เกิดการมองสังคม Post-Western แบบยูโทเปียไร้ซึ่งการเมืองภายในทางวัฒนธรรม
ถึงแม้โจทย์เรื่องอนาคตสังคมไทยยุคหลังตะวันตกนั้นสำคัญ แต่เราควรมองและพยายามเข้าใจสภาพและวิวัฒนาการของสังคมไทยให้ดีเสียก่อน ในขณะเดียวกันเราก็ควรพึงสำเหนียกว่ามนุษย์ทุกผู้เกิดมาภายใต้กรงขังของข้อจำกัดทางกาละและเทศะ (space & time) ที่ครอบงำความคิดเราตามยุคสมัย และสังคมที่เราเติบใหญ่ขึ้นมา โดยอาจจะไม่รู้ตัว และโดยเลือกมิได้
บรรณานุกรม
Bourdier , P. , Distinction : A Social Critique of the Judgement of Taste , London : Routledge , 1984
Capra , F. , The Web of Life : A new Synthesis of Mind and Matter , London : Harper collins , 1996
Okakura , K. , The Book of Tea , Tokyo : Tuttle , 1956
Peleggi , M. , Lords of Things : The Fashioning of the Siamese Monarchy‘s Modern Image , Honolulu : University of Hawaii Press , 2002
Said , E.W. , Representations of the intellectual : The 1993 Reith Lectures ,London : Vintage , 1994
Tanizaki , J. , In Praise of Shadows , London : Vintage , 2001
ธีรยุทธ บุญมี , ความคิดหลังตะวันตก , กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน , ๒๕๔๖