|
ประวัติและผลงาน
ของ
พระธรรมปัญญาจารย์
(สุพจน์ ปภสฺสโร ป.ธ.๓)
เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กรุงเทพมหานคร
***********
ประวัติ
พระธรรมปัญญาจารย์ มีนามเดิมว่า สุพจน์ นามสกุล ใช้สงวน เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๒ บิดาชื่อนายฮี้ มารดาชื่อ นางคร้าม ใช้สงวน ปัจจุบันอายุ ๘๒ ปี
อุปสมบทที่วัดราชผาติการาม เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๓ โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมวโรดม (อุตฺตมเถร) วัดราชาธิวาสวิหาร เป็นพระอุปัชฌาย์ มีนามฉายาว่า ปภสฺสโร พรรษา ๖๒
การศึกษา
เปรียญธรรม ๓ ประโยค นักธรรมชั้นเอก
สมณศักดิ์
๕ ธันวาคม ๒๔๙๘ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร ที่ พระครูสุภัทรวิหารการ
๕ ธันวาคม ๒๕๐๕ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่ พระโสภณธรรมาภรณ์
๕ ธันวาคม ๒๕๑๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่ พระราชสารโมลี
๕ ธันวาคม ๒๕๒๒ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่ พระเทพเมธากร
๕ ธันวาคม ๒๕๓๓ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวราภรณ์
๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นหิรัญบัตร ที่ พระธรรมปัญญาจารย์
ตำแหน่งหน้าที่
เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม
ตำแหน่งหน้าที่การงานอื่น ๆ (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน)
- ครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นเวลา ๔๐ ปี
- กรรมการบริหารวัด
- ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม ปฏิบัติงานแทนเจ้าอาวาสในการบริหาร
- ปรับปรุง ก่อสร้าง บูรณปฏิสังขรณ์วัดมาโดยตลอด
- กรรมการตรวจธรรมสนามหลวงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๒
- เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๒
- เลขานุการแม่กองธรรมสนามหลวง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ ถึง พ.ศ. ๒๕๓๑
- รองแม่กองธรรมสนามหลวงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๒
- กรรมการศึกษาสงเคราะห์
- พระอุปัชฌาย์ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๗
- ผู้รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๓๖
- เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๓๗
ผลงาน
พระธรรมปัญญาจารย์ เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กรุงเทพมหานคร เป็นผู้อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชผาติการาม ในสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ในวัดราชผาติการาม โดยใส่ใจในการอุปถัมภ์บำรุงประการต่าง ๆ ตามสมควร เพื่อสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนดำเนินไปได้ด้วยดี ท่านได้ให้ความอุปถัมภ์วัดในต่างจังหวัดหลายวัด เช่น ที่จังหวัดเลย ท่านได้อุปถัมภ์ วัดศรีโพนแท่น อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมพระอุโบสถมีเพียงโครงและเทฝ้าเพดานพอได้อาศัย รอบวัดเพียงปักเสาขนาดเมตรเศษรอบวัดพอเป็นเขต ศาลาที่พอจะอาศัยได้ก็อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม ห้องน้ำห้องส้วมก็ชำรุด นอกจากนั้น ได้ให้การอุปถัมภ์และทะนุบำรุงโดยการช่วยเสริมสร้างพระอุโบสถที่สร้างค้างไว้ให้เสร็จสมบูรณ์ สร้างกำแพงแก้วรอบพระอุโบสถ สร้างกำแพงรอบวัดพร้อมซุ้มประตู ได้รื้อศาลาเก่าที่ชำรุด ทรุดโทรมและมีชั้นเดียว สร้างใหม่เป็นศาลา ๒ ชั้น เพื่อให้เป็นศาลาบำเพ็ญกุศลอีกหลังหนึ่ง ศาลาหลังใหญ่นี้ได้ใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล และทางราชการก็ได้ใช้เป็นสถานที่จัดประชุมของวัดราชผาติการาม จึงนับได้ว่า เป็นวัดที่มีหลักฐานพอสมควร เป็นที่เชิดหน้าชูตาได้ เป็นการชักจูงศรัทธาของญาติโยมได้ส่วนหนึ่ง
ได้จัดหาทุนซื้อที่ขยายบริเวณวัดให้วัดจันทรสามัคคี อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย และบูรณะเสนาสนะอีกด้วยส่วนวัดอื่น ๆ ก็ได้ให้ความช่วยเหลือตามสภาพ
จากคุณความดี และผลงานในการที่ธำรงรักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ ของพระธรรมปัญญาจารย์ (สุพจน์ ปภสฺสโร ) เจ้าอาวาสวัดราชผาติการาม กรุงเทพมหานคร สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงเห็นสมควรขอรับพระราชทานโล่รางวัล “ มหิดลวรานุสรณ์ ” ประจำปี ๒๕๔๓ ถวายแด่พระธรรม-ปัญญาจารย์ (สุพจน์ ปภสฺสโร ) และ จัดพิมพ์ประวัติและผลงานเพื่อเผยแพร่ให้เป็นที่แพร่หลาย เพื่อเป็นตัวอย่างและแบบฉบับที่ดีของประชาชนและอนุชน และเพื่อยืนยันให้เห็นว่าสังคมของเรามีคนดีที่ยึดมั่นในการทำความดี และประกอบกรณียกิจและศาสนกิจ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน สังคม และประเทศชาติอยู่เสมอ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุด คือ ความสถิตสถาพรของสถาบันชาติ พระศาสนา และพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่กับผืนแผ่นดินไทยตลอดกาลนิรันดร.
|