จุดยืนของคนไทยในสังคมปัจจุบัน
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 ธันวาคม 2548 11:10 น.
วิทยากร สนธิ ลิ้มทองกุล
สวัสดีคุณพ่อทั้งหลาย เมื่อสักครู่นี้ผมได้พูดคุยกับพระคาร์ดินัลและสมณทูตจากวาติกันท่านสมณทูตได้ถามผมว่ารู้จักคาทอลิกดีมากรึเปล่า ผมก็หัวเราะและเล่าให้ท่านฟังว่าตั้งแต่ 8 ขวบ ผมได้เริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา จนกระทั่งจบมัธยมศึกษาปีที่ 8 ในสมัยผมเด็กๆ นั้นก็ได้เข้าโบสถ์ตามประเพณี ผมได้เล่าให้ท่านฟังต่อว่าผมเป็นเด็กเกเรมากผมโดน “บราเดอร์โอโนล่า” จับให้ยืนบนเวทีต่อหน้านักเรียนทั้งโรงเรียนแล้วเฆี่ยนด้วยหวายแช่น้ำ 12 ที ตรงขาอ่อน แล้วผมก็เล่าให้สมณทูตฟังว่าส้วมสมัยก่อนเป็นส้วมซึมเวลานั่งอุจจาระเราต้องนั่งยองๆ เวลาผมเข้าห้องน้ำผมต้องมีเพื่อนประคองอยู่ 1 เดือนกว่าแผลจะหาย ท่านสมณทูตก็เลยหัวเราะชอบอกชอบใจ ท่านบอกว่าถูกต้องแล้วนั่นแสดงว่าเป็นเด็กประจำโรงเรียนระบบคาทอลิก
คลิกที่นี่ เพื่อฟัง สนธิ ลิ้มทองกุล บรรยายพิเศษ
วันนี้ผมรู้สึกดีใจมากที่ได้มาพูดหลายๆ เรื่องซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายชีวิตประจำวันของพวกท่าน สังคมไทยทุกวันนี้หรือว่าสังคมโลกนั้นกำลังสร้างเงื่อนไขและข้อท้าทายใหม่ๆ ที่วงการศาสนาไม่ใช่เฉพาะศาสนาคริสต์เท่านั้นเอง แต่ทุกศาสนาให้หาคำตอบทางจิตวิญญาณให้กับผู้ซึ่งมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า ไม่สำคัญว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์ใดคำตอบในทุกวันนี้ยิ่งวันยิ่งหายาก เพราะว่าวิทยาศาสตร์ได้เริ่มรุกเข้าไปในพื้นที่ของจิตวิญญาณ
เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้เห็นโฆษณาภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่งใน “เนชันแนล จีโอกราฟิก” ที่โฆษณาว่า Who is Adam? ใครคืออาดัม? เขาโฆษณาว่าเราเคยเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลกและอาดัมเป็นต้นแบบของมนุษย์ เขาก็บอกว่าตอนนี้เขาจะเอาวิทยาศาสตร์ Testing Adam through D.N.A. เช็คอาดัมโดยถามว่าอาดัมมาจากไหน มันก็เหมือนกับหนังสือหลายๆ เล่มของแดน บราวน์ ซึ่งเขียนมาหลายเล่ม เล่มที่ค่อนข้างจะเป็นเล่มที่ถกเถียงกันมากที่สุด คือ ดาวินชี โค้ด แต่จริงๆ แล้ว แดน บราวน์ เขียนอีกหลายๆ เล่ม เล่มหนึ่งเรียกว่า Digital Fortress ใน Digital Fortress นั้น นักวิทยาศาสตร์ชาวิตาเลียน ซึ่งเป็นคนที่เคร่งศาสนามากได้พิสูจน์แล้ว่าวิทยาศาสตร์กับพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วเขาก็ถูกลอบสังหารเหตุผลก็เพราะว่าคนที่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์กับพระผู้เป็นเจ้าไม่เป็นหนึ่งเดียวกันนั้น มีความรู้สึกว่าถ้าการค้นหานี้ถูก
ตีพิมพ์เผยแผ่ออกไป ก็จะเกิดปัญหาวุ่นวายที่สุดในสังคมศาสนาเพราะฉะนั้นแล้วในทุกยุคทุกสมัยศาสนาจะถูกท้าทายตลอดเวลา!
ศาสนาจะถูกท้าทายด้วยการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ ทางเศรษฐกิจและการปกครองแต่ไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ที่ศาสนาจะถูกท้าทายอย่างรวดเร็วและรุนแรงเหมือนครั้งนี้! ตัวการในสมัยนี้ก็คือ “เทคโนโลยี” ที่แปรเปลี่ยนไปทำให้อะไรหลายอย่างถูกส่งข้ามไปข้ามมาเข้าสู่เครือข่ายและทำให้คนมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ข่าวสารได้เร็วขึ้น แต่บางครั้งการรับรู้ข่าวสารได้เร็วขึ้นไม่ได้หมายความว่าจะรับรู้ข่าวสารได้ถูกต้องขึ้น
นอกจากเทคโนโลยีแล้ว อีกตัวหนึ่งซึ่งเป็นตัวที่ท้าทายศาสนามากๆ คือ “ระบบทุนนิยม” ระบบทุนนิยมนั้นได้ถูกแปรเปลี่ยนไปจากปรัชญาของศาสนาที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ หรือศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ไม่ได้ปฏิเสธทุน เป็นศาสนาที่ส่งเสริมให้คนใช้ทุน แต่ละศาสนาไม่ได้ห้ามให้คนจนตลอดชีวิต ทุกศาสนาเน้นให้คนพัฒนาตัวเองแล้วก็ทำมาค้าขายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ทำมาค้าขายด้วยเล่ห์เหลี่ยมด้วยการฉ้อโกงแล้วเมื่อท่านร่ำรวยขึ้นมา ท่านต้องรู้จักแบ่งปันทุกศาสนาสอนให้คนรวยรู้จักแบ่งปันจำได้ไหมที่เราเคยพูดอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าท่านทำนาสิบไร่หรือท่านทำไร่สิบไร่ทุกสิ่งทุกอย่างในไร่นั้นต้องเป็นของท่านคำพูดนี้ไม่เคยผิด จนทุกวันนี้ก็ไม่ผิดเพราะว่าท่านเป็นคนลงทุนลงแรงแต่คำพูดต่อไปที่ไม่ค่อยมีใครใช้ก็คือว่า เมื่อท่านได้ส่วนแบ่งมาสิบไร่แล้วท่านกินเองเท่าไร ที่เหลือท่านเก็บไว้ขายเท่าไร เหลือเท่าไร ท่านน่าจะเอาไปแบ่งปันบ้าง นั่นคือคำพูดของพระศาสดาทุกพระองค์ไม่จำกัดจะต้องเป็นพระองค์ไดทั้งสิ้น!
ทุนนิยมได้ถูกพัฒนาให้แปรเปลี่ยนไปกลายเป็น “ทุนอำมหิตนิยม” ความอำมหิตของทุนในช่วงหลังนั้นเกิดขึ้นจากกิเลสของมนุษย์ ความปรารถนาที่จะได้มากขึ้น ความปรารถนาที่ต้องการจะเป็นเจ้าของแต่คนเดียว ความปรารถนาที่อยากจะใช้ทุนไปเอาในสิ่งที่ไม่ใช่เป็นของตัวเองด้วยวิถีทางที่ไม่ชอบธรรม ไม่ว่าในทางด้านกฎหมายหรือว่าในทางด้านธุรกิจที่ออกมาในเชิงรังแกคนที่อ่อนแอกว่า ตอนนี้เราก็เลยอยู่ในสภาพของคนที่กำลังยืนอยู่ คนที่สอนศาสนาก็เหมือนคนยืนชูธงศาสนาแล้วกำลังโต้ทวนกระแสแห่งทุนนิยมที่ไร้จรรยาบรรณ ที่เป็นทุนนิยมที่มาด้วยความอำมหิต
คุณพ่อทั้งหลายโลกเราเปลี่ยนไปเร็วและเยอะมาก ทุกวันนี้โลกมีเงื่อนไขอยู่ 3 – 4 ประการที่เกิดขึ้น เงื่อนไขประการแรกคือ “ความเป็นโลกแห่งการไหลไปไหลมาของวัฒนธรรมต่างๆ” หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกกันว่า “Cross Cultural” การไหลไปไหลมาของวัฒนธรรมนั้นเป็นการเปิดหูเปิดตา เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นการนำเอาวัฒนธรรมใหม่เข้ามาสู่วัฒนธรรมเก่าแล้วก่อให้เกิดการผสมผสานระหว่างของเก่าและของใหม่ กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ขึ้นมา หรือในบางครั้งวัฒนธรรมเก่านั้นไม่มีความเข้มแข็งพอก็จะโดนวัฒนธรรมใหม่ที่รุกเข้ามาโดยผ่านเทคโนโลยีใหม่ ทำให้วัฒนธรรมเก่าคงจะต้องสูญหายไปบางวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมทางตะวันออกในเรื่องของสัมมาคารวะ สัมมาคารวะที่เด็กจะต้องมีความเคารพต่อผู้ใหญ่นั้น ปัจจุบันนี้เปอร์เซ็นต์ลดน้อยลงไปมาก ถ้าเมื่อเทียบกับ 20 ปีที่แล้ว และอะไรจะเกิดขึ้นอีก 20 ปีข้างหน้าบริบทของสัมมาคารวะก็คงจะหายไปเลย นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมลักษณะหนึ่งในสังคมหนึ่งซึ่งจะโดนวัฒนธรรมใหม่เข้ามากลืน
คำว่า Cross Cultural นั้นในบางครั้งไม่ได้หมายถึงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอย่างเดียวแต่หมายถึงการไปมาหาสู่ของผู้คนในอดีตทีเราไม่เคยคิด ว่ามีการไปมาหาสู่กันช่วงนี้คุณพ่อทั้งหลายคงไม่มีโอกาสเหมือนผมที่ออกไปท่ามกลางแสง สี เสียง เสียงอึกทึกครึกโครมตอนกลางคืนในเมืองหลวงคุณพ่อก็คงจะอยู่ในโรงเรียน อยู่ในโบสถ์ พอตกเย็นเข้าโบสถ์สวดเสร็จก็ทำกิจกรรมของสงฆ์ แต่ว่า Cross Cultrural นั้น เราได้เห็นผู้คนมากมายในเมืองที่ไม่ใช่คนไทยหรือเราไปต่างประเทศ เราก็เห็นคนมากมายในเมืองที่ไม่ใช่คนประเทศนั้นอย่างเดียว คนหลายๆ ประเทศเข้ามานอกจากความคิดในเชิงธุรกิจซึ่งไม่เหมือนกับเราแล้ว หรือว่าความคิดในการกินอยู่ที่ไม่เหมือนกับเรา เราก็ต้องปรับตัวให้เหมือนกับเขา สิ่งเหล่านี้เป็น Cross Cultural ที่กำลังมีอิทธิพลมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ชุมชนญี่ปุ่นในเมืองไทย 20 – 30 ปีที่แล้วคงไม่มีใครนึกว่าปัจจุบันนี้เรามีแม้กระทั่งซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขายเฉพาะของญี่ปุ่น ในเรื่องของกิเลสมีแม้กระทั่งคาราโอเกะซึ่งรับเฉพาะคนญี่ปุ่นมีผู้หญิงที่ให้บริการทางเพศที่พูดภาษาญี่ปุ่น
อะไรก็ตามที่เป็นวัฒนธรรมที่ได้จากภาพยนตร์ฮอลลีวูด บางครั้งบางคนบอกว่าไม่เกิน 2 ปี ก็จะต้องมาถึงประเทศไทย ประเทศจีน หรือประเทศสิงคโปร์แท้ที่จริงแล้ว 2 ปีนั้นกลับเป็นเวลาที่ยาวนาน บางครั้งเกิดขึ้นที่ฮอลลีวูดเมื่อวาน วันนี้ก็มาแล้วเพราะฉะนั้นแล้วความรวดเร็วของเทคโนโลยีกับลักษณะของ Cross Cultural นั้น เป็นเรื่องที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงในเชิงวัฒนธรรมนั้นมีการเร่งตัวอย่างทวีคูณ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอก็จะมีปัญหามาก ในการปรับตัวที่จะสร้างภูมิคุ้มกันอันนี้ให้กับตัวที่เรียกว่า Cross Cultural
เงื่อนไขที่ 2 ของโลกาภิวัตน์ก็คือ “ความหลากหลาย” (Diversity)เป็นเงื่อนไขใหม่ของโลก เงื่อนไขของความหลากหลายนั้นมีมากมาย เรามามองความหลากหลายที่วัตถุ ยี่ห้อรถที่มีมากที่อาหารการกิน ที่ยาสระผมหรือที่สบู่ เมื่อสมัยผมเด็กๆ ผมยังจำได้ว่าที่บ้านขายกาแฟ แล้วก็มีมุมเล็กๆ ขายของโชวห่วย ขายข้าวสาร สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน กะปี น้ำปลา ฯลฯ เมื่อผมกลับมากจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ศรีราชา มาช่วยแม่ขายของผมจำได้ว่าสบู่ที่ร้านนั้นมีไม่เกิน 4 ยี่ห้อ มีสบู่หอมตรานกแก้ว สบู่ลักซ์ สบู่คาเมล และสบู่ซันไลต์ แต่ปัจจุบันนี้เมื่อเราให้ลูกหลานไปซื้อสบู่ตามห้างสรรพสินค้าเขาก็จะเงยหน้าแล้วถามอย่างงงๆ ว่า เอาสบู่อะไรค่ะ สบู่ดับกลิ่นเต่า สบู่แก้ผิวชื้น สบู่แก้ผิวแห้ง สบู่ทำให้ขนร่วง สบู่ที่ไม่มีน้ำหอม สบู่กลิ่นวานิลลา สบู่สมุนไพร หรือสบู่เหลว เยอะแยะไปหมด นั่นคือความหลากหลายที่ก้าวเข้ามาในสังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบัน เพราฉะนั้นแล้วความหลากหลายนี้เกิดขึ้นโดยเป็นเงื่อนไขของการเชื่อมโยงของข้อแรกก็คือ การไหลเวียนระหว่างวัฒนธรรม นั่นคือ Cross Cultural ซึ่งก่อให้เกิด Duversity คือความหลากหลายทั้งหมด
เงื่อนไข ประการที่ 3 คือ “ระบบเครือข่าย” (Net working) ความหลากหลายกับระบบ Cross Cultural ก่อให้เกิดระบบเครือข่ายขึ้นมา เครือข่ายที่กระจายไปในชุมชนที่ใหญ่ขึ้น เครือข่ายที่กระจายไปทั่วโลก ความหลากหลายและเครือข่ายนี้ เป็นอะไรบางอย่างที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะฉะนั้นโลกาภิวัตน์นั้นก็คือการไหลเวียนของวัฒนธรรมที่ทวีคูณมากขึ้นก่อให้เกิดความหลากหลาย แล้วถูกสร้างมาเป็นเครือข่าย แล้วกลายเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งซึ่งกันและกันจะเห็นได้ชัดว่าเงื่อนไขเหล่านี้คุณพ่อทั้งหลายเอาไปวิเคราะห์ชีวิตที่ตัวเองทำอยู่ได้ เงื่อนไขเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ยากลำบากพอสมควรสำหรับคนที่เป็นผู้นำในศาสนา หรือว่าคนที่มีอาชีพอยู่ในศาสนาที่จะอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ของโลกเพื่อที่จะให้ผู้คนยังมีความศรัทธาต่อศาสนาอยู่ เพราะว่าเครือข่ายของอวิชชา ที่เกิดขึ้นจากภาพยนตร์ เช่น เครือข่ายของภาพยนตร์ที่เน้นไปทางด้านซาตาน เครือข่ายของสิ่งตีพิมพ์ที่เน้นไปในเรื่องของกิเลส เครือข่ายของวิทยุหรือว่าเครือข่ายของวัฒนธรรมที่เน้นไปที่เรื่องามกอนาจาร ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ท้าทายพวกเราทั้งสิ้น
นอกจากนี้แล้วเรายังมีเครือข่ายทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก่อให้เกิดปัญหากับพวกเราอย่างมากคุณพ่อทั้งหลายสักวันหนึ่งถ้าโลกทั้งโลกมีความเชื่อมั่นในพืชที่ตัดต่อด้วยพันธุกรรม คำถามซึ่งคนที่เคยเคารพในศาสนาก็จะเริ่มปฏิเสธศาสนามากขึ้น เพราะว่าถ้าพืชซึ่งเป็นของธรรมชาติสามารถตัดต่อได้ ถ้าอย่างนั้นแล้วศาสนาที่เน้นความดีความชั่วนั้น ที่เน้นให้ทำความดีและต่อต้านความชั่วนั้นก็อาจจะถูกตัดต่อได้เช่นกัน และก็อาจจะไม่เป็นจริง เพราะว่านักวิทยาศาสตร์กำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าเขาสามารถจะปกครองธรรมชาติได้ สามารถต่อสู้กับธรรมชาติได้ นั่นคือคำถามที่ถามกลับไปว่า Who is Adam? ในภาพยนตร์ของเนชันแนล จีโอกราฟิก หรือว่าการทำโคลนนิ่ง การที่สร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นใหม่ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์
ผมไม่สนใจว่าศาสนาไหนจะมีคำตอบให้รึเปล่า ศาสนาพุทธอาจจะมีคำตอบให้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ศาสนาคริสต์อาจจะมีแต่ว่าความเชื่อมั่นตรงนี้และการกระทำตรงนี้มันเริ่มสั่นคลอนพื้นฐานของศรัทธาที่เรามีต่อพระผู้เป็นเจ้าโดยไม่สำคัญว่าพระผู้เป็นเจ้าองค์นั้นคือองค์ใด คุณพ่อทั้งหลายทราบดีว่าผมเป็นพุทธมามะกะ สิ่งแรกที่ครูบาอาจารย์สอนคือ “คุณต้องเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง” ก็เหมือนกันคุณพ่อทั้งหลายก็ต้องเชื่อก่อนว่า “พระผู้เป็นเจ้ามีจริง และพระเยซูมีจริง” ศรัทธาตรงนี้เป็นรากฐานที่เข้มแข็งของพวกเรา
แท้ที่จริงแล้วถ้าเรามีคนศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้ามากๆ ไม่จำกัดว่าเป็นคริสต์ อิสลาม พุทธ ถ้าฐานเข้มแข็งแล้ว สันติสุขจะเกิดขึ้นในโลกนี้แน่นอน เพราะว่าไม่มีพระผู้เป็นเจ้าองค์ไหนสั่งสอนให้คนเป็นคนเลว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ก็เพราะว่าศรัทธาโดนสั่นคลอนมานานแล้ว จนกระทั่งคนที่เชื่อนั้น เชื่อไปในทางที่ผิดๆ คนที่เชื่อไปในทางที่ถูกนั้น ถูกกิเลสทั้งหลายตลอดจนระบบทุน ระบบ Information Technolngy หรือระบบอะไรก็ตามที่ถาโถมเข้ามาหาเรา แล้วเราไม่ได้เตรียมตัวเราแม้แต่นิดเดียวในการที่เราจะไปป้องกัน สร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนที่ศรัทธาเราอยู่ และเคยศรัทธาเรา
คุณพ่อทั้งหลายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก สำหรับผมที่ผมพูดว่ายิ่งใหญ่เพราะสำหรับผมแล้วไม่มีอะไรสำคัญเท่าศาสนา เพราะศาสนาเป็นจุดยึดโยง เกี่ยวพัน เครือข่าย แล้วสร้างสมานฉันท์ในโครงสร้างต่างๆ ของสังคม ครอบครัว ชุมชน ชาติ และของโลก ถ้าศาสนาไม่สามารถให้คำตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกเราทุกวันนี้ หรือถ้าศาสนาไม่สามารถที่จะให้คำแนะนำหรือบางครั้งสั่งสอนให้รู้ถึงความเป็นซาตานของสิ่งที่โลกกำลังเจอ และถ้าศาสนาไม่สามารถจะชี้ให้เห็นว่าเรากำลังจะเจอวิกฤตอะไรบ้าง
ในศาสนาคริสต์นั้นเราพูดถึงวันแห่งการพิพากษามานานแล้ว จริงๆ ไม่ต้องพูดถึงหรอกเพราะมันมาตั้งนานแล้ว ลูกไม่เคารพพ่อ พ่อนอกใจแม่ แม่นอกใจพ่อ เด็กอายุ 14 ทำแท้ง ตาข่อขืนหลานมันเกิดขึ้นแล้ว บางคนก็บอกว่าวิปริตที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เกิดขึ้นเพราะว่าสังคมมีอาเพศ ก็เลยเกิดภัยพิบัติขึ้นไม่ต้องพูดหรอก เพราะว่าพวกเราเป็นคนที่สร้างอาเพศพวกนี้เกิดขึ้น ถ้ามองในหลักวิทยาศาสตร์ เราก็ให้คำตอบได้แล้วก็สามารถจะโยงเข้าไปสู่ศาสนศาสตร์ได้ วิทยาศาสตร์ต้องการเอาชนะธรรมชาติ แผ่นดินไหวที่ปากีสถาน ทุกคนพูดถึงแนวโลกที่เคลื่อนแต่ทุกคนยังไม่มีใครพูดถึงการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ดินของปากีสถานและอินเดียเป็นร้อยลูกที่ผ่านมาใน 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ผมไม่ต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมไม่ต้องเป็นนักอนาคตศาสตร์ ผมก็บอกได้ว่าใครเอาระเบิดไประเบิดใต้ดิน ระเบิดแล้วระเบิดอีก โครงสร้างใต้ดินมันต้องเปลี่ยนแน่นอน เพียงแต่ว่ามันเปลี่ยนเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร เราทำลายธรรมชาติมามาก นักวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าตอนนี้โลกกำลังร้อน แต่นักการเมืองซึ่งปฏิเสธศาสนา นายทุนทั้งหลายที่ผมเรียกว่า “ทุนนิยมอำมหิต” พวกนี้ไม่ได้สนใจถึงความสมดุล
ศาสนาคือการสร้างความสมดุล ระหว่างจิตภาพกับกายภาพ จิตมีความสุข กายจะรู้จักพอรู้จักว่ากินให้พออิ่ม ไม่ใช่กินอย่างละโมบให้ท้องแตกให้พุงกาง ทำมาหากินอย่างมีสัมมาอาชีวะ ซื่อสัตย์สุจริต อย่าไปคดโกงเขา อย่าไปตัดไม้ทำลายป่า รักธรรมชาติ เพราะศาสนาแท้จริงแล้วทุกศาสนาคือธรรมชาติทั้งนั้น เพราะฉะนั้นแล้วเราจะเห็นได้ว่าทุนนั้นปฏิเสธทั้งธรรมชาติ และก็ปฏิเสธทั้งวิทยาศาสตร์ แต่ทุนใช้วิทยาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้าของทุน ทุนไม่ได้ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติ เพราะว่าถ้าทุนใช้วิทยาศาสตร์เพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติทุนย่อมไม่ใช้วิทยาศาสตร์ยิงดาวหาง คุณพ่อทั้งหลายคงเคยอ่านข่าวว่าได้มีการยิงดาวหางให้ตกเพื่อเป็นการทดลองอาวุธ ดาวหางนั้นเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเหมือนกับจักรวาลคือร่างกายเรา ดาวหางอาจจะเป็นอะไรก็ตามที่อยู่ในร่างกายเรา แล้วเราก็ไปตัดมันทิ้งจักรวาลถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสมดุลหลายๆ จุด แต่เราก็ไปทำร้าย ทำลายจักรวาล อากาศที่ร้อนขึ้น โลกขั้วน้ำแข็งที่ละลายมากขึ้น ก็เพราะว่าเราเร่งที่จะผลิตของเราเร่งที่จะมีรถยนต์มากๆ เราเร่งที่จะมีความสุขความสบายในนามของวิทยาศาสตร์ที่มีความก้าวหน้า เพื่อให้ทุนได้มีกำไรมากขึ้นและนั่นก็คือสิ่งซึ่งมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ
เฮอริเคน คัทรีนา หรือว่าพายุใต้ฝุ่นอยู่ในภูมิภาคนี้ซึ่งยิ่งวันยิ่งมารุนแรงมากขึ้น บางครั้งเราแทบไม่ต้องฟังวจนะของพระผู้เป็นเจ้าเลย เราดูด้วยเหตุผลตรรกะเราก็รู้แล้วว่ามันมีอะไรผิดปกติในโลกนี้เกิดขึ้นแล้ว
คุณพ่อทั้งหลายลองไปค้นดูสิว่า 10 ปีที่แล้ว เฮอริเคนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในโลกนี้ แบ่งเป็นภูมิภาคไป เกิดขึ้นกี่ครั้ง ความรุนแรงอยู่ในสเกลไหน ดัชนีของความรุนแรงอยู่ตรงไหน แล้วคุณพ่อทั้งหลายมาดูปีนี้จะเห็นได้ชัดว่า “ปริมาณภัยธรรมชาติปีนี้เกิดขึ้นมากกว่า 10 ปีที่แล้ว ถึง 400 %” ดัชนีของความรุนแรงความเสียหายนั้น ถ้าเราตั้งเอาไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว วันนี้ดัชนีความเสียหายความรุนแรงขึ้นไปจนถึง 15 หรือมากกว่านั้น การตายของคน ปริมาณของคนที่ตาย หลายๆ อย่าง ภัยพิบัตินั้นเกิดขึ้นจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุ ซึ่งเกิดมาไม่เคยเจอ ถ้าเราติดตามข่าว เราจะเห็นว่าภัยพิบัติช่วงหลังเกิดมาแล้วคนท้องถิ่นก็จะให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ตลอดเวลาว่า เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ตั้งแต่ปู่ย่าจนถึงวันนี้ ผมไม่เคยเจอพายุอะไรที่แรงเท่านี้ นักศาสนศาสตร์กำลังบอกรึเปล่าว่าเป็นคำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้า นักวิทยาศาสตร์บอกรึเปล่าว่ามันเป็นมนุษย์ที่ทำลายธรรมชาติ นักทุนทั้งหลายสามารถที่จะเข้าใจตรงนี้แล้วสามารถที่จะอธิบายความให้กับผู้ที่ยังมีศรัทธาอยู่ในศาสนาให้เข้าใจลึกซึ้งกว่าเก่า แล้วให้มีศรัทธามากขึ้นให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น หรือว่าสามารถทำได้หรือเปล่าที่จะอธิบายความตรงนี้ให้ผู้ซึ่งศรัทธาหมดไปแล้วหรือว่าออกไปนอกรีตให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ผมมาพูดวันนี้ ผมพูดในลักษณะที่เป็นองค์รวม ผมไม่ชอบพูดว่าวันนี้เรามีปัญหาสังคมมากเรามีเด็กซึ่งไปเที่ยวกันทุกวัน เรามีการสมสู่กันตั้งแต่อายุ 10 กว่าปี เรามีการตั้งท้อง เรามีการทำแท้ง เรามีการฆ่ากัน เราต้องยุติไม่ให้มีเด็กเข้าผับ ไม่ให้มีอาบอบนวด อันนั้นเป็นปลายเหตุ อันนั้นคือผลของมัน คุณพ่อทั้งหลายหน้าที่ของคุณพ่อ หน้าที่ของผู้อยู่ในวงการศาสนาต้องอธิบายเหตุของมันให้แก่ผู้มีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าเข้าใจว่า ผลที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้มันมาจากเหตุอันใด มันมาจากเหตุที่เราไม่เข้าใจสังคมรึเปล่า มันมาจากเหตุที่เราไม่มีความศรัทธาในศาสนา มันมาจากเหตุที่เราไปยึดมั่นกับของโกหกกับสิ่งจอมปลอมที่แอบแฝงมาในหลายๆ รูปแบบ แม้กระทั้งในบางครั้งศาสนาก็กลายเป็นการค้าไปแล้ว!
ศาสนานั้นซื้อขายไม่ได้ด้วยเงินด้วยทอง ศรัทธานั้นต้องมาด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ด้วยความเชื่อมั่นว่า ถ้าทำดีแล้วจะได้ดี ทำชั่วจะได้ความชั่ว ศรัทธานั้นจะต้องเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้ามีจริง พระผู้เป็นเจ้าส่งคนมาโปรดสัตว์ พระเยซูท่านมาโปรดคน ในศาสนาพุทธก็มีพระโพธิสัตย์ ลงมาโปรดคนเช่นกัน เจ้าแม่กวนอิมก็ลงมาโปรดคน ศรัทธาต่างๆ เหล่านี้เราต้องสร้างด้วยเหตุของการล่มสลายของสังคมว่า เหตุที่มีเด็กตั้งท้อง มันเกิดจากวัฒนธรรมที่เข้ามาหาเรา แล้วเราไม่รู่จักเลือกใช้บางคนขายตัวเพียงเพื่อต้องการเอาเงินไปซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่
นี่เป็นตัวอย่างที่เป็นความจริง และเป็นตัวอย่างที่เศร้า ความรักในตัว ความรักในศักดิ์ศรี ความรักในพ่อแม่ มันไม่มีเหลือ เพราะถ้าคนรักในพ่อแม่ก็ต้องกลัวพ่อแม่เสียใจ เหตุก็คือทำไม่เขาไม่รักในพ่อแม่กันแล้ววันนี้ ไม่ใช่ผลก็คือต้องไปตามปิดโรงแรมต่างๆ ถ้าเราแก้ที่โครงสร้างสังคมเราแก้ที่ทำให้ครอบครัวเป็นสุขได้ เราแก้ที่ให้พ่อแม่ให้เวลาลูกมากขึ้น เราแก้ที่ให้เด็กมามีกิจกรรมกับทางโบสถ์ เราประยุกต์วิธีการที่จะให้คนทำความดีมากเกินกว่าที่การออกมาพระธรรมเทศนาจะเป็นวันอาทิตย์ในโบสถ์คาทอลิกหรือวันพระในศาสนาพุทธ เราต้องมีกุศโลบายที่มากกว่านี้หมายถึงต้องเข้าสู่ผู้ศรัทธาในศาสนามากกว่าเก่า ภาระของคุณพ่อทั้งหลายเป็นภาระที่หนักและนับวันจะหนักยิ่งขึ้น เพราะว่าตัวกิเลส ตัวซาตานนั้น ยิ่งวันยิ่งมีพลังอำนาจสูงขึ้น มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ระหว่างเอาไอศกรีมตั้งไว้แท่งหนึ่ง กับเอาผักขมวางไว้จานหนึ่ง เด็กต้องกินไอศครีม เพราะฉะนั้นกิเลสคือซาตานที่แท้จริง คือความท้าทายของเรา เราจะลดกิเลสให้น้อยลงได้อย่างไรนั่นคือคำถามซึ่งผมต้องถามคุณพ่อทั้งหลาย!
หลายๆ ท่านที่อยู่ในที่นี้มีโรงเรียนที่ต้องดูแลอยู่ คนพวกนั้นคุณพ่อลองไปดูว่าเด็กที่คุณพ่อเคยเจอเมื่อ 10 ปีที่แล้ว วันนี้เขาไปถึงไหนแล้ว ชีวิตเขาเป็นอย่างไร คนพวกนั้นซึ่งเคยเรียนหนังสือ คนพวกนั้นอย่าปล่อยทิ้ง คนพวกนั้นอาจจะเป็นเครือข่ายที่ดีที่เขายังสามารถที่จะกลับมาช่วยคุณพ่อก็ได้ อย่างน้อยที่สุดไม่มาช่วยคุณพ่อแต่ว่าช่วยทำให้ครอบครัวที่เขาเริ่มมีลูก มีเมีย มีสามีให้
ครอบครัวเขามีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม ให้เข้มแข็งมากกว่าเดิมได้ ถือว่าคุณพ่อได้ทำงานประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แน่นอนที่สุดศาสนานั้น ในบางครั้งมีข้อจำกัด เพราะในขณะที่คุณพ่อกำลังหาทางให้คนรู้จักรักธรรมชาติ ให้เป็นคนดี ให้คนเคารพและเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า แต่รัฐบาลหกลับทำในทางตรงกันข้าม กลับมอมเมาประชาชนมาตลอด ไม่ว่าจะเรื่องการพนันหรือส่งเสริมให้คนรวย ผมยังไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนส่งเสริมให้คนเป็นคนดี มีแต่ส่งเสริมให้คนรวย แต่ทิ้งความดีไป เพราะฉะนั้นแล้วรวยแต่เป็นคนเลวไม่เป็นไรไม่ผิด นั่นคือนัยยะซึ่งเป็นหน้าที่อีกหน้าที่หนึ่ง ซึ่งคุณพ่อทั้งหลายจะเป็นคนสอนว่า รวยแต่เป็นคนไม่ดี ไม่มีวันที่จะสู้คนจนแต่ว่าเป็นคนดีได้ เพราะว่าความรวยความจนเป็นเรื่องสมมติ เมื่อตายไปแล้วจนหรือรวยไม่ได้ต่างกัน ก็ถูกฝังก็ถูกเผาแตกต่างอยู่อย่างเดียวคือ การกระทำของเขาในเวลาที่เขามีชีวิตอยู่ตรงนั้นต่างหาก แต่อย่างที่บอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มองเฉพาะแยกส่วนตรงข้างหน้านี้ โทรศัพท์มือถือสวยดีต้องซื้อ บัตรเครดิตให้เพิ่มวงเงินต้องใช้
คุณพ่อทั้งหลายต้องมีหน้าที่ให้สติกับผู้ที่เคารพในพระเจ้า หรือให้สติสำหรับคนไทยที่ไม่เคยมีสติ คุณพ่อทั้งหลายต้องมีหน้าที่ให้สติกับบรรดาผู้ซึ่งเคารพในพระเจ้า หรือว่าให้สติกับคนซึ่งไม่เคยมีสติ จะเอาของคุณพ่อมาให้สติเขาหรือว่าจะอธิบายคำพูดของพระเจ้าให้สติเขา อย่างไรก็ตามได้ทั้งนั้น ก่อนที่ผมจะจบการปาฐกถาในวันนี้ และผมก็เปิดโอกาสให้ถามคำถามประมาณ 20 นาที ผมใคร่จะถามคุณพ่อบาทหลวงทั้งหลายว่า ในที่สุดแล้วจากเด็กที่เรียนโรงเรียนคาทอลิกมาตั้งแต่ประถม 1 จนกระทั่งจบ ม.8, 13 ปีที่อยู่ในโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา แล้วจากคนที่เป็นพุทธมามกและขณะเดียวกันก็มีเพื่อนเป็นชาวมุสลิมเยอะ ผมสรุปได้ข้อเดียวว่า “ศาสนาทุกศาสนา ศาสดาทุกศาสดาสอนให้คนเป็นคนดี ที่สำคัญที่สุด ทุกศาสดาสอนให้ทุกคนมีสติ เพราะถ้าคนไม่มีสติ ก็จะทำอะไรที่เป็นพิษเป็นภัย”
คุณพ่อครับ ศาสนาคือ ธรรมชาติ ไม่มีใครปฏิเสธธรรมชาติได้ ถ้าเรายึดความสมดุลระหว่างมนุษย์ชาติกับธรรมชาติได้ ผมคิดว่าเราคงไม่มีปัญหาในการเผชิญกับความท้าทายของสังคม ในปัจจุบัน ความท้าทายของสังคมในปัจจุบันเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มาก ถ้าพูดถึงความท้าทายและสิ่งที่เข่ามาหาพวกเราทุกวันนี้เป็น “ซาตาน” ซาตานยุคนี้เป็น Super Satan! คุณพ่อทั้งหลายต้องเตรียมตัวที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับคนที่อยู่ในศาสนาของตัวเอง และที่สำคัญที่สุด จะทำอย่างไรก็ตาม ที่คุณพ่อเองต้องเข้าใจว่าสิ่งซึ่งคุณพ่อกับบาทหลวงทั้งหลายกำลังเผชิญอยู่มันคืออะไร อย่าไปหลงกับมันว่ามันเป็นเพียงปรากฏการณ์ต่างๆ มาแล้วก็จากไป มันไม่ใช่ ผมขอจบการปาฐกถาเพียงเท่านี้ และขอลพระคุณคุณพ่อทั้งหลายที่ได้เชิญผมมาและก็ฟังการปาฐกถาในครั้งนี้ด้วย ขอบคุณครับ
คุณพ่อสิริชัย เล้ากอบกุล :
อยากถามอาจารย์ว่าเกี่ยวกับหวยใต้ดิน หวยบนดิน โสเภณีใต้ดิน โสเภณีบนดินหรืออย่างไรมันก็ต้องอยู่ รัฐบาลพยายามแก้ไขให้ดีที่สุด เช่น เอาหวยใต้ดินขึ้นมาบนดิน แล้วอาจนำเงินไปช่วยคนจนซึ่งสมัยก่อนไม่ได้ช่วย อาจารย์คิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ ? และอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องโสเภณีที่บอกว่าสามารถควบคุมโรคต่างๆ ซึ่งจริงๆ ควบคุมไม่ได้ อยากจะให้อยู่บนดินเหมือนกัน ถูกต้องตามกฎหมายอย่างนี้ อาจารย์คิดอย่างไร อีกข้อหนึ่งที่ต่อเนื่องมา คือ การทำแท้งเสรี ซึ่งถ้าไม่เอาขึ้นมาบนดิน มันก็ยังใต้ดินอยู่ อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นอยู่อย่างนี้ ในความคิดของอาจารย์คิดอย่างไรครับ
คุณสนธิ :
มักจะมีตรรกะ เหตุผลออกมาเสมอว่า ไหนๆ มันก็มีอยู่แล้ว สู้ทำให้มันถูกต้องไปเลยดีไหม ผมก้อยากจะถามกลับว่า ถ้าเราพูดอย่างนี้แสดงว่าเราไม่เข้าใจคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ถ้าไหนๆสุนัขก็ปัสสาวะบนถนนได้ทำไมเราไม่ทำบ้าง ทุกอย่างมีข้อจำกัด ถามว่าเงินบาปนั้นเอามาช่วยการกุศล ถามว่าเงินที่ได้มาจากการทำบาปนั้นเอามาช่วยการกุศล แล้วการกุศลนั้น คนที่ช่วยจะได้บุญจริงหรือเปล่า ก็ถามต่อว่า เราไม่มีทางใดจะทำอะไรที่จะช่วยการกุศลได้ นอกจากจะต้องเอาเงินจากเงินบาปหรือ นี่คือความท้าทายสติปัญญา ถ้าเราคิดได้เพียงเท่านี้แสดงว่าสติปัญญาเรามีอยู่เพียงแค่นี้จบแล้ว
ศาสนาทุกศาสนาเน้นในเรื่องของ “คุณค่าความเป็นคน” เน้นในเรื่อง “มนุษย์ต้องมีศักดิ์ศรี” ถ้าเราก้าวไปสู่การโต้เถียงระบบทุนที่บอกว่าการพนันไม่เสียหายอะไร รัฐบาลเก็บภาษีได้ เรากำลังจะบอกว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วอีกหน่อย การที่เด็กหรือการที่จะมีกามารมณ์นั้นก็เอาขึ้นมาบนดินแล้วกัน ถ้าอย่างนั้นโรงเรียนทุกโรงเรียนก็มีห้องให้เด็กผู้ชายผู้หญิงสามารถมีกามารมณ์ได้สิ
ขนบธรรมเนียมประเพณีของทุกศาสนามีอยู่ ผมเชื่อว่าศาสนาโรมันคาทอลิก ในศาสนาอื่นๆล้วนแล้วแต่มีข้อจำกัดทั้งนั้น ข้อจำกัดนี้ไม่ใช่ข้อจำกัดไม่ให้คนเป็นคนดี แต่เป็นข้อจำกัดที่ตกทอดตามจารีตประเพณี บางอันมันเก่าแก่เกินไปก็สามารถจะดัดแปลงได้ แตรอะไรที่มันชัดเจนเกินไป ผมคิดว่าเราไม่น่าทำ คนมักจะตอบสนองว่าเงินหวยบนดินนั้นเอาไปช่วยการศึกษา อย่างนั้นผมถามกลับ ถ้าคอรัปชั่นลงน้อยหน่อยแล้วเอาส่วนที่รัฐบาลประหยัด เอาไปช่วยการศึกษาได้หรือเปล่า ก็ได้เหมือนกันใช่ไหม หรือว่าทำอะไรที่มันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ เราก็สามารถที่จะเอาเงินต่างๆ เหล่านั้นมาช่วยการกุศลได้
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมจะต้องชี้ให้เห็นคือเรื่องการพนัน น่าสนใจมาก ศาสตราจารย์คนหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการพนันอยู่ที่ University of Las Vegus ที่เนวาดา เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพนันเขียนหนังสือเรื่องการพนัน เขาศึกษาประโยชน์ของการพนัน ยกเว้นที่ลาสเวกัส เพราะที่นั่นเป็นกรณีพิเศษที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นเมืองการพนันโดยเฉพาะ เขาบอกคนที่ให้สังคมมีการพนันโดยอ้างว่าจะมีคนจากข้างนอกมาเล่นการพนัน เป็นคนที่เข้าใจผิด เพราะในที่สุดจะจบลงด้วย 60 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่เล่นการพนันเป็นคนท้องถิ่น โดยเฉลี่ยแล้วเขายกตัวอย่างในหลายๆ เมืองในอเมริกาคนท้องถิ่นจะเสียเงินเพิ่มจากการพนันปีละ 2000 กว่าเหรียญ ก็เท่ากับเดือนละกว่า 200 เหรียญ
คุณค่าของการพนันมันไม่มีอยู่แล้ว แต่มันมีอยู่ในประวัติศาสตร์เพราะว่าการพนันเป็นสิ่งอะไรบางอย่างที่สิงอยู่ในใจมนุษย์ แต่ว่าเราต้องจำกัดให้มันอยู่ในขอบเขตที่มันควรอยู่ เหมือนเสือ ทำไมเราไม่ปล่อยเสือให้ออกจากกรงแล้วเพ่นพ่านอยู่ในเมือง เพราะอะไร เพราะว่าเรารู้ว่าเสือกินคน ฉันใดฉันนั้น เราก็รู้ว่าการพนันทำให้คนพินาศ ฉิบหาย ทำให้สังคมมีการแตกแยกกัน ทำให้คนต้องปล้นฆ่ากัน ทำให้ครอบครัวสามีภรรยาต้องทะเลาะกัน เราก็รู้อยู่แล้วก็เหมือนกับที่เรารู้ว่าเสือมันกินคน